ข้ามไปที่เนื้อหา
pranathai

การเคลื่อนไหว

ไทเก๊ก

ศาสตร์จีนที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ผ่อนคลาย เป็นวงโค้ง ประสานกับลมหายใจ ซึ่งเริ่มต้นมาจากศิลปะการต่อสู้

ความหนักเบาเบา

ต้นกำเนิด

จีน (อำเภอเวินเซี่ยน มณฑลเหอหนาน)

ประวัติ

กลางศตวรรษที่ 17 ตามข้อมูลของยูเนสโก

ใบอนุญาตในไทย

ไม่จำเป็น

01

ที่มา

ไท่จี๋ (ไท่เก๊ก หรือไท่จี๋ฉวน) เริ่มต้นจากศิลปะการต่อสู้ของจีน ตามข้อมูลของยูเนสโก ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี 2020 ไท่จี๋ถือกำเนิดในกลางศตวรรษที่ 17 ที่อำเภอเวินเซี่ยน มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน และปัจจุบันมีผู้ฝึกทุกวัยทั่วประเทศ

เมื่อเวลาผ่านไป ไท่จี๋พัฒนาเป็นหลายสำนักหรือหลายรูปแบบ แต่ละสายตั้งชื่อตามตระกูลหรือชื่อของปรมาจารย์ แนวคิดของไท่จี๋ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเต๋า ขงจื๊อ และการแพทย์แผนจีน

แม้จะยังคงรากฐานด้านการต่อสู้ (เช่น การฝึกผลักมือกับคู่ฝึก หรือ "ทุยโส่ว") แต่ไท่จี๋ถูกฝึกเพื่อสุขภาพและการฟื้นฟูร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่หลายไปทั่วโลก

02

หลักการ

ไท่จี๋ตั้งอยู่บนวงจรของหยินและหยาง ซึ่งเป็นสองขั้วที่เติมเต็มกัน สลับและสร้างสมดุลให้กันและกัน การเคลื่อนไหวจึงไหลต่อเนื่องจากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่ง ถ่ายน้ำหนักจากขาข้างหนึ่งไปอีกข้าง เปิดและปิด ยกขึ้นและลดลง

ยูเนสโกอธิบายว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ผ่อนคลายเป็นวงโค้ง ประสานกับการควบคุมลมหายใจ และจิตใจที่มีสมาธิและสมดุล ท่าพื้นฐานจัดเป็น "ห้าก้าว" (อู่ปู้) และ "แปดวิธี" (ปาฝ่า) ซึ่งนำมาร้อยเรียงเป็นชุดท่าที่เรียกว่า "กระบวนท่า"

สิ่งที่ผู้คนมองหา

  • ออกกำลังกายเบา ๆ ที่เหมาะกับหลายวัยและหลายระดับความฟิต
  • ฝึกการทรงตัวและความมั่นคง
  • ผ่อนคลายและฝึกสมาธิไปพร้อมกับการเคลื่อนไหว
  • เรียนรู้ศาสตร์ดั้งเดิมและวัฒนธรรมจีน
  • ฝึกเป็นกลุ่ม ซึ่งมักทำกลางแจ้ง
03

ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

ไท่จี๋ทำงานผ่านการถ่ายน้ำหนักอย่างช้า ๆ ต่อเนื่อง และการเคลื่อนแขนที่ลื่นไหล ทำอย่างผ่อนคลายพร้อมลมหายใจที่สงบ

1234
04

ขั้นตอนการรับบริการ

  1. 01

    อบอุ่นร่างกาย

    ขยับข้อต่อ คอ ไหล่ สะโพก และเข่าเบา ๆ

  2. 02

    ยืนและหายใจ

    ยืนนิ่งสักครู่ ผ่อนคลายร่างกายและปรับลมหายใจให้สงบ

  3. 03

    เรียนท่า

    ครูแบ่งท่าในกระบวนท่าออกเป็นขั้น ๆ ผู้เริ่มต้นมักเรียนกระบวนท่าแบบย่อสั้น ๆ ก่อน

  4. 04

    ฝึกกระบวนท่า

    ทั้งกลุ่มทำลำดับท่าซ้ำไปพร้อมกัน อย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง

  5. 05

    ปิดท้าย

    จบด้วยท่าสงบนิ่ง และการยืดเหยียดหรือนวดตัวเองเบา ๆ

ข้อควรระวัง

  • ไท่จี๋ดูเหมือนจะปลอดภัย ในงานวิจัย ผลข้างเคียงมีเพียงเล็กน้อย (เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ) และใกล้เคียงกับกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม ควรเคลื่อนไหวในช่วงที่สบาย และไม่ฝืนย่อเข่าลึก
  • หากมีปัญหาเข่า สะโพก หรือหลัง ทรงตัวไม่ดี หรือมีภาวะกระดูกพรุน ควรแจ้งครู สามารถยืนให้สูงขึ้นและแคบลง หรือฝึกใกล้เก้าอี้หรือผนังได้
  • ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาไท่จี๋ในหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเริ่ม
  • หากมีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ หรือใช้ยาที่ทำให้เวียนศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ไม่ควรใช้ไท่จี๋เป็นเหตุให้เลื่อนการพบแพทย์เมื่อมีปัญหาสุขภาพ

เป็นการดูแลเสริม ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ได้

05

ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีการฝึกไท่จี๋ทั้งในคลาสกลุ่ม ชมรม และสตูดิโอ บางกลุ่มนัดฝึกกลางแจ้งในช่วงเช้าตรู่ เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาที่ NCCIH ระบุว่าครูไท่จี๋ไม่มีใบอนุญาตและไม่มีมาตรฐานรับรองระดับชาติ เราไม่พบใบอนุญาตเฉพาะสำหรับครูไท่จี๋ในไทย จึงควรสอบถามครูเรื่องการฝึกฝน สายวิชา และประสบการณ์

คำถามที่พบบ่อย

ต้องแข็งแรงหรืออายุน้อยถึงจะเริ่มไท่จี๋ได้ไหม

ไม่จำเป็น ไท่จี๋มีความหนักต่ำและมีผู้ฝึกทุกวัย ท่าต่าง ๆ ปรับได้ เช่น ยืนให้สูงขึ้นหรือใช้เก้าอี้ช่วยพยุง

ไท่จี๋เป็นศิลปะการต่อสู้หรือการออกกำลังกาย

เป็นทั้งสองอย่าง ไท่จี๋เริ่มจากศิลปะการต่อสู้และยังมีการประยุกต์ใช้ในการต่อสู้และการฝึกกับคู่ แต่คลาสจำนวนมากในปัจจุบันเน้นกระบวนท่าช้า ๆ เพื่อสุขภาพและการผ่อนคลาย

ไท่จี๋กับชี่กงต่างกันอย่างไร

ชี่กงเป็นกลุ่มใหญ่ของการฝึกเคลื่อนไหว การหายใจ และการจดจ่อแบบจีน ส่วนไท่จี๋มีรากมาจากศิลปะการต่อสู้และใช้กระบวนท่าที่ยาวกว่า เมื่อฝึกเพื่อสุขภาพ ไท่จี๋มักถูกมองว่าเป็นชี่กงรูปแบบหนึ่ง

งานวิจัยว่าอย่างไรบ้าง

หลักฐานที่ดีที่สุดคือเรื่องการทรงตัวและการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ ส่วนผลต่ออาการปวด ความดันโลหิต และภาวะอื่น ๆ ดูมีแนวโน้มดี แต่มักมาจากงานวิจัยขนาดเล็กหรือมีข้อจำกัด

ศาสตร์อื่นในหมวดการเคลื่อนไหว

บน pranathai

ค้นหาผู้ให้บริการไทเก๊ก

ยังไม่มีผู้ให้บริการศาสตร์นี้บน pranathai คุณเป็นผู้ให้บริการในเมืองนี้ไหม สร้างหน้าโปรไฟล์ฟรี

แหล่งข้อมูล

  1. NCCIH (US National Institutes of Health) – Tai Chi: What You Need To Know
  2. UNESCO Intangible Cultural Heritage – Taijiquan (inscribed 2020)
  3. NCCIH – Qigong: What You Need To Know (tai chi as a form of qigong)